เขาว่ากันว่า...ผู้หญิงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนี่แหละที่จะใช้อารมณ์เป็นใหญ่
เมื่ออารมณ์และความรู้สึกต่างๆนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
นั่นก็จทำให้ไม่สามารถประสบผลได้อย่างใจต้องการ
....เพราะอารมณ์ไม่ดี
I am an emotional girl.
ฉันใช้อารมณ์เป็นใหญ่ และแน่นอนว่า อารมณ์ของฉันในตอนนี้ติดลบ
เหงา
หดหู่
หม่นหมอง
จิตตก
อมทุกข์
ถูกค.โศกเศร้ากลืนกิน
เหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า
ถึงแม้ว่าดูภายนอกจะดูปกติร่าเริงดี แต่จริงๆแล้วในใจนั้นกลับตรงกันข้าม
เวลาที่ฉันอยู่คนเดียว เวลามันเดินไปช้ามาก
บางครั้งก็ช้ามากจนน่ากลัว ฉันกลัวว่าฉันจะจมอยู่กับช่วงเวลาเหล่านั้น...ที่ต้องทนทุกข์
แทบทุกครั้งที่ฉันอยู่คนเดียว ปราศจากผู้คนที่รู้จักคุ้นเคย
ทุกครั้งที่ฉันก้าวเดิน ฉันก็จะก้มมองที่ปลายเข้าของตัวเอง หรือไม่ก็เหม่อลอย
แล้วออกเดินไปอย่างช้าๆ ช้ามากๆ แต่ก็ไม่หยุดเดิน
ฉันเหมือนคนที่รู้แล้วว่าหมดหวัง แต่ทว่ายังไม่เลิกหวัง
แต่ถึงอย่างนั้นความหวังก็ยังเลือนลางอยู่ดี
ฉันได้แต่รอ และยังคงรอ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่า มันไม่มีประโยชน์
บางครั้ง ฉันก็อุปมาไปเองว่าหัวใจของฉันเหมือนถูกบีบรัด
ท้องไส้ของฉันมันก็เกิดปั่นป่วนเหมือนครั้งอ่านนิยายเศร้า
เพียงแต่นี่มันเป็นเรื่องจริง เป็นชีวิตของฉันจริงๆ ไม่ใช่นิยาย
และที่ทรมานที่สุด คือ ฉันรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ ที่ตรงนี้ ที่หัวใจ
ฉันคิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้ หรือว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงคือ ฉันรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาทุดครั้งที่คิดถึง...เขา
แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าลำบากใจที่จะต้องเล่า
แต่มันคนเจ็บปวดใจมากกว่าถ้าจะไม่เล่า
ความฝันลมๆแล้งๆของฉัน.........
ทุกครั้งที่จิตใจเหม่อลอย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ฉันรู้สึกเหมือนน้ำตามันคลอเบ้า
ฉันบอกกับตัวว่า ฮึบ!
และจะไม่ยอมร้องไห้ออกมา
ฉันไม่ปล่อยให้น้ำตาต้องไหล แต่ในใจฉันเจ็บจี๊ด
ฉันยิ้มไม่ออกอีกแล้วเมื่อต้องเจอหน้า...เขา
เพราะฉันซึมเศร้าเกินกว่าที่จะยิ้ม
เราอาจจะได้เห็นหน้าและทักทายกันเพียงแค่เดินสวนผ่านกัน
ฉันทำได้แค่โบกมือให้ และมองเขาเดินผ่านฉันไป...
เขาจะรู้รึเปล่าว่า...เมื่อลับสายตา
หัวใจของฉันกรีดร้องไม่หยุด ร้องออกมาด้วยความดีใจ
และฉันก็เริ่มยิ้มกับตัวเอง...
แต่เขาว่ากันว่าความสุขมันไม่จีรัง ไม่มีความหอมหวานใดๆที่ยั่งยืน
ยิ้มกับตัวเองได้ไม่นานฉันก็รู้แล้วว่าความสุขช่างผ่านไปแล้ว
ฉันกลับมาโศกอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเขาเดินผ่านไปแล้ว
และกว่าฉันจะรู้สึกตัวก็มีก้อนแข็งๆมาจุกอยู่ที่คอ
ฉันกลืนมันลงไปอย่างยากลำบาก และเริ่มใหม่อีกครั้ง
เริ่มต้นกลั้นน้ำตาที่กำลังจไหลออกมา.......
ฉันเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ความให้ใครรับรู้
รับรู้ถึงความเจ็บปวด ฉันไม่อยากให้ใครมาลำบากใจ
ไม่อยากให้ใครมาช่วยแบ่งปันความทุกข์ทรมาน
เขาไม่มีทางรู้เลยว่า...เมื่อเขาเดินสวนกับฉัน
ฉันทั้งฉงน ตกใจ ดีใจ มีความสุขเป็นที่สุด จนฉันอึ้งจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ฉันได้แต่วางหน้านิ่งๆ
เมื่อหลุดออกมาจากภวังค์ที่สับสน หรือเรียกว่ารู้สึกตัวแล้ว
เมื่อเขาเดินผ่านฉันไป...
ฉันอยากจะตามเขาไป แต่ว่าก็ไม่ทันแล้ว
อยากจะรู้ว่าเขากำลังจะไปไหน ไปทำอะไร แต่ก็ทำไม่ได้
และนั้นยิ่งทำให้ฉันเจ็บจี๊ด เจ็บไปถึงขั้วหัวใจ
และมันเจ็บมากยิ่งขึ้น เจ็บมากกว่าเดิมที่เคยเจ็บ โดยที่ไม่มีใครมาเยียวยา
ฉันยืนหยัดที่จะเดินต่อไปอย่างเดียวดาย
แต่ในหัวฉันยังจำได้แม่น
เสียงของเขาที่เรียกขึ้นฉัน
จังหวะที่ฉันหันไปมองหาว่าเป็นใคร
วินาทีที่ฉันรู้ว่าเจ้าของเสียงนั้น คือ เขา
การเคลื่อนไหวของฉันที่ยกมือที่ถูกซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาโบกให้
อิริยาบทของเขาที่เหมือนคนทำอะไรไม่ถูก
เสี้ยววินาทีที่ฉันมองตามเขา
และอีกชั่ววินาทีที่เขาเหลียวมองมาที่ฉัน
อึดใจเดียวที่เราสบตากัน
หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท
แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่าฉันหมดสติ
มันหมายถึงในใจของฉันมันมืดบอด พร่ามัว เหมือนหยุดหายใจ
ถ้าสามารถหยุดเวลาไว้ได้ ฉันอยากจะหยุดมันเอาไว้
แค่นั้นจริงๆ...
ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆเขาก็เพียงพอแล้ว
ทั้งๆที่...
ฉันนั่งนับวันเวลาที่จะได้เจอกันอีก
เพื่อที่จะได้รอกลับบ้านพร้อมกัน
กว่าเราจะได้เจอกันอีก
ไม่รู้ว่าเหมือนไหร่....
แต่การรอคอยของฉันก็ไม่ถึงกับเลวร้ายมากนัก
อย่างน้อยเราก็ได้เจอกัน...แค่นิดเดียวก็ยังดี
แต่พระเจ้าของยังไม่วายตอกย้ำฉันให้เจ็บมากขึ้นอีก
หัวใจของฉันบอบฉัน มันเหมือนโดนต่อยด้วยหมัดหนักๆ
มันบวมเป่งและพร้อมที่จะระเบิดออกมาทุกเมื่อ
วันไหนที่เราไม่ได้พบหน้ากัน ฉันจะเอาผ้าพันแผลรัดความเจ็บปวดเอาไว้
ทั้งๆที่ยังเจ็บและยังไม่หายดี
การได้พบกันอีกครั้งเหมือนได้รับยาชั้นเยี่ยม
แต่ทว่ายาย่อมมีผลข้างเคียง ผลที่เลวร้าย
ทำให้หัวใจของฉันบีบตัวแน่นขึ้นอีก
วันที่มันแตกโพล๊ะออกมา ฉันคงไม่สามารถสกัดกั้นความรู้สึกอะไรได้อีกต่อไปแล้ว
วันนั้นน้ำตาของฉันคงจะไหล
ฉันไม่อยากวอนขออะไร เพราะฉันไม่มีอะไรจะวอนขอ
ความรู้สึกต่างๆมันคงจะเบาบางลงไปเอง
แต่เขาบอกกับฉันว่า...เจอกันเปิดเทอม
และฉันยังคงนับวันรอคอยให้วันนั้นมาถึง
ฉันไม่ได้สัมผัสความรู้สึกทรกรรมแบบนี้มานานมากแล้ว
มันทำให้ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอีกต่อไป
ทุกอย่างไหลไปอย่างเอื่อยเฉื่อยและดูน่าเวทนา
ฉันสงสารตัวเอง
เพราะค.รู้สึกของฉันตอนนี้อยู่เหนือสิ่งใดในโลก
ฉันไม่สามารทำอะไรได้เลย ตราบใดที่ค.รู้สึกอย่างนี้ยังคนอยู่ในใจ
ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ฉันก็เหม่อได้ทั้งๆที่มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรอีกต่อไปแล้ว
หัวใจของฉันมันหายไป
I am an emotional girl who have got a cardiac disease.
อยากได้ แบบนั้นบ้างง
จี๊ดหว่ะคุณ